เสียงครูดของหัวอ่านเทปคาสเซ็ทที่หลายคนคิดว่าเลือนหายไปจากความทรงจำ กลับมาปลุกความคลั่งไคล้ในยุคอะนาล็อกอีกครั้ง เมื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักฟังเพลงต่างพากันแห่เข้าคิวตั้งแต่เช้าตรู่ที่ร้าน ‘ท่วงทำนองวันวาน’ สาขาท่าพระจันทร์ เพื่อให้ได้ครอบครองเครื่องเล่นเทปพกพารุ่นลิมิเต็ด “Retro Walkman 2026” ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากวงดนตรีอินดี้ชื่อดัง ‘สามัญชน’ ได้ปล่อยอัลบั้มใหม่ในรูปแบบเทปคาสเซ็ทเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี และทำยอดขายถล่มทลายภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ร้านเทปเก่าแก่หลายแห่ง โดยเฉพาะร้าน ‘น้องท่าพระจันทร์’ ที่เคยเงียบเหงา กลับมาคึกคักอีกครั้ง มีลูกค้าวัยรุ่นจำนวนมากเข้ามาเลือกซื้อเทปเพลงหายากและสอบถามเกี่ยวกับเครื่องเล่นเทปพกพา จนทำให้เทปคาสเซ็ทบางรุ่นมีราคาสูงขึ้นกว่า 300%
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเพลง คุณอรุณ เจริญสุข จากสถาบันวิจัยการตลาดดิจิทัล ให้ความเห็นว่า “นี่ไม่ใช่แค่การย้อนรำลึกถึงอดีต แต่เป็นการแสวงหาประสบการณ์ใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัล พวกเขาโหยหาความจับต้องได้ ความพิเศษ และความจริงใจของเสียงดนตรีแบบอะนาล็อก รวมถึงความรู้สึกของการเป็นเจ้าของผลงานเพลงอย่างแท้จริง” คุณอรุณยังชี้ให้เห็นว่า การกลับมาของเทปคาสเซ็ทจะส่งผลให้ศิลปินมีช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้ และแฟนเพลงก็จะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป
แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย ที่ญี่ปุ่นก็มีการผลิตเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตต์รุ่นใหม่ที่ปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้น และมีดีไซน์ที่ทันสมัย จนกลายเป็นสินค้าหายากที่ต้องรอคิวจองนานหลายเดือน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่าเทปคาสเซ็ทไม่ได้เป็นเพียงแค่ของสะสม แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดนตรี ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามที่น่าสนใจคือ กระแสนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน? ผู้บริหารร้าน ‘ท่วงทำนองวันวาน’ คุณสมชาย แก้วปัญญา เชื่อว่า “มันเป็นมากกว่าแฟชั่นชั่วคราว เพราะเทปคาสเซ็ทได้มอบ ‘คุณค่า’ ที่ไฟล์ดิจิทัลให้ไม่ได้ มันคือการเดินทางย้อนเวลาผ่านเสียงเพลง และการค้นพบเสน่ห์ของความไม่สมบูรณ์แบบที่กลายเป็นความสมบูรณ์แบบด้วยตัวมันเอง”
และเมื่ออนาคตของวงการเพลงกำลังมุ่งหน้าสู่การหลอมรวมระหว่างดิจิทัลและอะนาล็อก เราอาจได้เห็นการกำหนดนิยามใหม่ของ ‘เพลงฮิต’ และวิธีการบริโภคดนตรีในรูปแบบที่ไม่คาดคิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เทปคาสเซ็ทอาจไม่ใช่แค่ของเก่า แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเสียงดนตรี